ขณะที่กำลังไหลไปตามคลื่นมนุษย์ที่เบียดเสียดกันอยู่ตามทางเดินในซอกซอยเล็กๆของตลาด กรณ์หยุดนิ่งชั่วขณะ เขาไม่ได้รู้สึกหมดเรี่ยวแรงหรือหยุดตั้งหลักเฉกเช่นครั้งก่อนๆที่เคยมา  เมื่อสักครู่ เขารู้สึกคล้ายมีมีสายลมบางอย่างพัดผ่านผิวกายไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่ลมร้อนที่คุ้นเคย ทว่าเป็นสายลมเย็นเฉียบที่มาพร้อมเสียงกรีดหวีดหวิวน่าประหลาด เขาหมุนคว้างอยู่กับที่มองหาต้นสายปลายเหตุ ทว่าไม่พบสิ่งใดที่สามารถให้คำตอบได้
 

"ณัฐ เมื่อกี๊นายรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ รึเปล่า" เขาหันไปหาเพื่อนที่เดินตามมาติดๆ
 
"เปล่านี่ นายเห็นสาวสวยที่ไหนเหรอ" เพื่อนตอบด้วยสีหน้าทะเล้น
 
"ปละ...เปล่า ไม่มีอะไร" เขารีบตัดบทก่อนสาวเท้าเดินต่อ
              

               ชายหนุ่มเดินตัดเส้นทางลัดเลาะไปตามซอกซอยเล็กๆ ไม่ได้เดินทีละล็อคเหมือนเก่า ด้วยพยายามตัดล็อคที่ไม่ใช่เป้าหมายออกไป มาคราวนี้เขาตั้งใจจะมาหา ของเก่าสักชิ้นสองชิ้นไปเป็นแบบและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรงานคลาสสิค
เมื่อย่างเข้าสู่เขตที่อัดแน่นไปด้วยร้านขายของที่ต้องการ เขาหันกลับไปมองเพื่อนอีกครั้ง ไม่อยู่แล้ว เพื่อนเขาไม่ได้เดินตามมา
เขาชะล่าใจเล็กน้อยว่าพกโทรศัพท์มือถือมาด้วยกันทั้งคู่น่าจะติดต่อกันได้ 
               เสียงเพลงร็อค แอนด์ โรว ที่ดังกระหึ่มมาตั้งแต่ช่วงสาย ค่อยๆเบาๆลง คล้ายมีใครสักคนหรี่เสียงมันช้าๆ ทว่าไม่หยุดกึกเสียทีเดียว แทนที่ด้วยเสียงดนตรีที่จับทางไม่ออกว่าแนวไหน หากแต่มีเค้าดนตรีไทยแฝงอยู่ เขาเดินผ่านร้านแต่ละร้านที่ดูแปลกตาไม่คุ้นเคย กรณ์นึกแปลกใจไม่น้อยที่เขาไม่เคยเห็นร้านรวงเหล่านี้ ทั้งๆที่มาที่นี่หลายครั้งหลายหนแล้ว เขาเดินผ่านร้านแรกที่อยู่ตรงหัวมุมสุด เป็นร้านขายหนังสือ หนังสือมากมายจัดวางเป็นระเบียบอยู่บนชั้นวางสูงเสียดเพดาน แทรกแซมด้วยอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นตานัก ร้านที่สองเป็นร้านขายอุปกรณ์สารพัดอย่าง ของที่มองเท่าไหร่ก็หาความใหมาไม่เจอ เขาค่อยๆแหงนหน้ามองชื่อร้านทีละร้าน
พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับร้านหนึ่ง
"ห้วงกาล"
เป็นร้านขายนาฬิกาหลากรูปทรง นาฬิกานับร้อยนับพันเรือนแขวนเรียงรายอยู่บนผนังร้านที่ประดับประดาไปด้วยโปสเตอร์รูปตัวเลขโรมัน และอีกนับไม่ถ้วนที่ก่ายเกยกันอยู่ในตู้กระจกยาวเหยียดตรงหน้าเขา 
 

"ต้องการเวลาเหรอ พ่อหนุ่ม" เถ้าแก่เจ้าของร้านถามขึ้น 
"ห๊ะ อะไรนะครับ" เขาสะดุ้งเล็กน้อยกับคำถามที่ไม่แน่ใจนักว่าได้ยินถูกต้องหรือไม่

"ถามว่า ต้องการนาฬิกาเหรอพ่อหนุ่ม" เจ้าของร้านถามออกมาอีกรอบ
"อ่อ คระ...ครับ"
"เรือนไหนดีล่ะ"
"ขอดูเรือนนี้ละกันครับ"
เขาชี้นิ้วไปที่นาฬิกาเรือนหนึ่ง ตรงมุมตู้ รูปทรงธรรมดาๆ หากแต่มีแรงจูงใจบางอย่าง ทำให้อยากเห็นใกล้ๆ
"ตาถึงนี่" เถ้าแก่กล่าวเยิยยอว่าที่ลูกค้า จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือปกติวิสัยของนักขาย หากแต่มันจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจใดๆของเขาเลยหากเขามีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะซื้อมันอยู่ก่อนแล้ว
"เรือนนี้เท่าไหร่ครับ" เขาถามขณธมองดูเข็มวินาทีนั้นเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆนั้น
"เอาไปเถอะ คุณไม่มีเงินมาจ่ายผมหรอก" เจ้าของร้านกล่าว พร้อมมองไปที่เขาด้วยแววตาเหนือกว่า
"ไม่เป็นไรครับ...ผมต้องจ่ายสิ" เขาควานหากระเป๋าสตังค์ในกระเป๋ากางเกงอยู่ครู่หนึ่ง มันไม่อยู่แล้ว กระเป๋าเงินของเขาหายไป ซ้ำร้ายโทรศัพท์มือถือก็หายไปด้วย คิ้วหนาค่อยๆขมวดเข้าหากัน ดวงตาคมกริบส่อแวววิตกอย่างเห็นได้ชัด
"ผมค่อยมาซื้อ วันหลังละกันครับลุง" เขาพูดน้ำเสียงหวั่นๆ ก่อนตั้งท่าหันหลังกลับ
"เดี๋ยวสิ พ่อหนุ่ม"เสียงเจ้าของร้านคนเดิม เรียกให้เขาต้องหันกลับไปมองอีกรอบ
"เอาไปเถอะ มันควรอยู่กับผู้ที่ควรได้ครอบครอง" ไม่พูดเปล่าเถ้าแก่ สอดนาฬิกาเรือนนั้นลงในกระเป๋าเสื้อของเขาเสร็จสรรพ
"เอ่อ...." เขาตั้งท่าจะท้วง
"ดูแลให้ดี มันรอคอยคุณมานานแล้ว นับจากวันนี้คุณก็จะได้ครอบครองห้วงแห่งกาลเวลาที่คนอื่นไม่มีทางได้ครอบครอง"
 

ชายชราพูดประโยคยาวยืด จนทำให้เขาทำหน้าไม่ถูก ทั้งทีกำลังอยู่ในภาวะน่าหนักใจ แต่เขาก็อดนึกขำไปกับคำพูดของเถ้าแก่เจ้าของร้านนาฬิกาไม่ได้ มันเหมือนเป็นคำพูดเพ้อฝันในนิยาย น่าเหลือเชื่อเกินไปในโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาอาศัยอยู่
"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจรอบสอง
 

              เขาเดินออกมาจากร้าน "ห้วงกาล" ผ่านร้านรวงเดิมที่เดินผ่านไปในทีแรก เมื่อก้าวพ้นร้านหนังสือตรงหัวมุมไป ก็เริ่มได้ยินเสียงเพลงร๊อคดังกระหึ่มอีกครั้ง คราวนี้มันดังกว่าเก่า เขาก้มมองกระเป๋าเสื้อตัวเองเพราะรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นแรงผิดปกติ ค่อยๆดึงนาฬิกาออกมา เริ่มรู้สึกได้ว่าเข็มวินาทีของมันเดินเป็นจังหวะเดียวกันกับการเต้นของหัวใจ....ความสับสนค่อยๆหย่อนตัวลงในสมองทีละน้อยๆทว่าไม่มากมายพอให้เก็บไปคิดหมกมุ่น...กรณ์ถอนหายใจยาว ก่อนสวมนาฬิกาเรือนใหม่(ที่เป็นของเก่า)ลงบนข้อมือด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว
เขายิ้มด้วยความพอใจก่อนหันกลับไปมองด้านหลังช้าๆ
 

"เจอแล้ว" เสียงอุทานเกิดขึ้นในใจ สีหน้าเขาค่อยๆคลายความหวั่นวิตกลงไปบ้าง....เขาเจอเพื่อนที่เดินคลาดกันแล้ว เพื่อนเขากำลังแบกภาพเขียนขนาดใหญ่อย่างทุกลักทุเลอยู่ด้านหลัง
"ไปไหนมาวะ" เขาถามเพื่อน
"เปล่า ก็เดินตามนายมาตลอด จะไปไหนล่ะ ก็มาด้วยกัน" เพื่อนเขาพูดพลางยกมือปาดเหงื่อ
"เฮ้ย แต่เมื่อกี๊เราไม่เห็นนายนี่" เขาแย้ง
"นายนี่ชักจะบ้า เล่นำกันกลางวันแสกๆ"
"บ้ายังไง ตอนที่เราเดินไปร้านขายนาฬิกา นายไม่ได้ตามไปนี่"
เขาพูดพลางชูนาฬิกาที่ข้อมือด้ายซ้ายให้ดู
"อย่ามาตลก แว่ปไปซื้อตอนไหนอีกล่ะนั่น ไม่บอกกันบ้างนะ" 
"เฮ้ออออ...ไม่ได้ซื้อ"

"อะไรนะ นายนี่ชักจะบ้า พูดวกไปวนมา สับสนว่ะ ไปๆๆๆ เดินต่อ จะได้กลับกันซํกที" เพื่อนที่มาด้วยกันไม่ได้ใส่ใจอะไรนักกับเรื่องที่เขากำลังสับสนหนักกว่าเก่าหลายเท่าตัวนี้......นั่นสิ เขายังอธิบายตัวเองไม่ได้ แล้วจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร
เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้น ก่อนทั้งคู่จะจะสาวเท้ายาวๆออกเดิน
กรณ์เพิ่งสังเกตุเห็นว่า จังหวะการก้าวเดินของตัวเองนั้นก็เหมือนกับจังหวะการเดินของเข็มวินาทีในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆบนข้อมือเช่นกัน
ติ๊ก...ติ๊ก.....ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก